จากหูสู่สมอง#3 : เซ็ตอัพลำโพง
จากหูสู่สมอง#2 : เซ็ตอัพลำโพง
จากหูสู่สมอง#1 : เซ็ตอัพลำโพง
จน...เครียด...ปรับแต่ง (อะคูสติค)
Wall One
ความประทับใจในปี 2007
รางวัลสามดีศรีสยาม
เครื่องเสียงที่ประทับใจ
Hi-Fi Never End
คุณภาพเสียงของ CD, SACD, DVD-Audio - Impedance Matching
มหาชนกซิมโฟนี
ค่ำคืนอันแสนอบอุ่นกับ Jacintha
ประชัน "พีเอ" ที่นางตะเคียน
บนเส้นทางนฤพาน
ซิมโฟนี : จิตวิญญาณไทย
เมื่อดอกซากุระบาน
เพลินเพลงกับ "นายเส้นเล็ก" (ภาค 2)"
ตัวแปรกับคุณภาพเสียง
เล่าสู่กันฟัง
คืนสุดท้าย
เพลินเพลงกับ "นายเส้นเล็ก" (1)
คืนอันแสนสั้นกับ "เสียงใบไผ่"
อินทิเกรตแอมป์ Aurist Mali
เครื่องเล่นซีดี LFD Mistral CD
หัดซื้อเครื่องเสียงมือสองอย่างมืออาชีพ 2
หัดซื้อเครื่องเสียงมือสองอย่างมืออาชีพ
ซิสเต็มของ เสธ. แดง
เครื่องดีทำไมต้องวัด
คุณบ้าเครื่องเสียงหรือเปล่า?
มือใหม่ซื้อเครื่องเสียง
ประชันพีเอที่บางขันแตก
Dire Straits & Mark Knopfler
10 ประเด็นที่มือใหม่หัดเล่นพึงสังวรณ์
Peter Gabriel
Acoustic Research HT130
Yes : (Final Update)
สุดเอื้อม
เลือกใครดี
ลำนำเพลงร็อค (3)
ตำนานลำโพง MGD
ลำนำเพลงร็อค
ลำนำเพลงร็อค (2)
PHILIPS SACD- 1000
เส้น - สายใครว่าไม่สำคัญ?
เรื่องเกี่ยวกับสายสัญญาณ
มือใหม่หัดขับ
3 คอนเสิร์ต : ดูไป... บ่นไป
Starwars Episode II
DOO WOP
XXX พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ

3 คอนเสิร์ต : ดูไป... บ่นไป
โดย..."วนัชพรรณ วรรณฉัตร"



เป็นโอกาสดีที่คอนเสิร์ตจากวงดนตรีดัง ๆ เดินแถวเข้ามาให้แฟนเพลงในเมืองไทยได้ชื่นชมมากมายผิดปกติ เศรษฐกิจฟื้นแล้ว ? ดรรชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมา ? หรือว่าฝรั่งลดราคาลงมาให้กับประเทศต้มยำกุ้ง ? คิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ฝรั่งเองก็ยอมรับความจริงว่า ถ้าไม่ออกทัวร์คอนเสิร์ต ยอดขายแผ่นในแถบนี้ก็คงไม่เกิด

Roger Waters/In The Flesh
(10 เม.ย. 45)

เป็นคอนเสิร์ตที่มีการจัดระบบเสียงที่แตกต่างไปจากคอนเสิร์ตโดยทั่วไป เพราะมีการออกแบบให้ได้เสียงรอบทิศทางตามที่ต้องการ อาจจะเรียกว่าเป็นระบบ Surround On Demand ซึ่งก็คล้ายกับระบบเซอราวด์ของโฮมเธียเตอร์ที่เล่นในบ้าน ที่ช่างเสียง (Sound Engineer) จะทำการเข้ารหัส(Encode) เสียงที่เตรียมไว้ ทุกครั้งที่เราเปิดเล่น เครื่องก็จะทำการถอดรหัส (Decode) ส่งสัญญาณเสียงไปยังแชนแนลต่าง ๆ ตามที่ได้เตรียมไว้ โดยให้เสียงหลักยังคงอยู่ที่ลำโพงคู่หน้า ข้อแตกต่างถ้ามีก็คงจะเป็นที่การแสดงคอนเสิร์ต สามารถยิงสัญญาณที่เป็นเสียงเอฟเฟกต์ตรงไปยังแชนแนลที่ต้องการได้เลย ไม่ต้องผ่านเครื่องถอดรหัส เพราะในการแสดงสด มิติเกิดจากภาพและเสียงที่อยู่ตรงหน้าและรอบๆ ตัวอยู่แล้ว สังเกตได้จากเสียงโยกสล๊อตแมชีน (เพลง Money) เสียงนาฬิกาปลุก (เพลง Time) มาดังอยู่ที่ลำโพงคู่กลาง

การจัดวางลำโพงเป็นแบบ 5 แชนแนลคือ จัดลำโพงคู่หน้าให้อยู่ข้างเวที (ซ้าย-ขวา) ตามปกติ คู่กลางห้อยแขวนไว้ (ซ้าย-ขวา) แล้วเอาเซ็นเตอร์แชนแนลไว้ด้านหลังของผู้ชม-ตรงข้ามเวที ซึ่งกลายมาเป็นอยู่ด้านหน้าของผู้ที่นั่งอยู่ที่อัฒจรรย์ด้านที่เป็นท้องตัวยู ลำโพงคู่กลาง (ซ้าย-ขวา)และเซ็นเตอร์แชนแนล ถูกจัดวางเรียงเป็นวงกลม (360 องศา) ในขณะที่แชนแนล LFE(Low-Frequency Effects) ถูกติดตั้งเป็นเรื่องปกติของการแสดงคอนเสิร์ตอยู่แล้ว ในรูปของซับวูฟเฟอร์ของคู่หน้า

ดังนั้นจุดที่ดีที่สุดในการนั่งฟังก็คือ บริเวณ Sound Field ที่อยู่ด้านหน้าและรอบ ๆ ของมิกซ์เซอร์ ที่เหลือทั้งหมดคุณคือผู้มีส่วนในการควักเงินให้มีคอนเสิร์ตครั้งนี้ เครื่องเสียงและลำโพงอาจจะหนักถึงสามสิบตันจริงตามคำโฆษณา แต่ถ้า Roger Waters ขนมาเองก็นับว่าเป็นเรื่องเสียสติ เครื่องเสียงส่วนใหญ่หาเอาในกรุงเทพนี่แหละ

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็น Multi Media Rock Concert หรือจะเรียกว่า Roger Waters' Home Theater System ก็ไม่ผิด เป็นการนำเสนอบทเพลงร๊อคผ่านสื่อผสม ทั้งการเล่นเครื่องดนตรีจริง การใช้เสียงที่บันทึกไว้ล่วงหน้า เปิดเสริมเข้ามาเพื่อให้ได้บรรยากาศและอารมณ์ตามที่คนเขียนจินตนาการ สังเกตได้จากเสียงเอฟเฟกต์ต่างๆ เสียงต่ำที่ต่ำมากกว่ากีตาร์เบสไฟฟ้าหรือคีย์บอร์ดจะสร้างขึ้นมา และการฉายภาพแอนิเมชั่นประกอบตลอดเวลาการแสดง

จาก Pink Floyd ถึง Roger Waters นับว่าความละเอียดพิถีพิถันไม่ได้ลดน้อยลง ที่ขาดไปน่าจะเป็น Costume Design ไม่เน้นเหมือนครั้งเป็น Pink Floyd การทำงานเป็นมืออาชีพเต็มตัวทั้งศิลปินและซาวด์เอนจิเนียร์ ช่วงที่แสดงมีการปรับแต่งเครื่องเสียงน้อยมาก คงต้องขอบคุณเทคโนโลยี ดิจิตอลที่ทำให้การทำงานง่ายเข้า เพราะในสมัยก่อน พิงค์ฟลอยด์ต้องอาศัยเทปรีลเปิดประกอบการแสดง

นักดนตรีและนักร้องรับเชิญทำหน้าที่ได้ตามที่คาดหวังไว้ จะมีบ้างก็ตรงเสียงร้องของ Roger Waters ที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงซักเท่าไหร่ (ถ้าเปรียบเทียบกับ David Gilmour) ข้อด้อยอีกอย่างซึ่งโทษใครไม่ได้ นอกจากรัฐบาล เพราะไม่รีบจัดตั้งกระทรวงวัฒนธรรม เราจึงไม่มี(วัฒนธรรม?)การสร้างคอนเสิร์ตฮอลล์เพื่อแสดงดนตรีเป็นการเฉพาะ ต้องอาศัยสนามกีฬาตลอดเวลา เสียงที่ได้จึง Metallic คอยกัดหู ก้องสะท้อนตีกันไปตีกันมา ช่างเสียงควบคุม Tonal Balance ไม่ได้ กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายในการไปดูคอนเสิร์ต แทนที่จะเป็นภาพขยายที่ใหญ่ขึ้นไปพันเท่าจากที่เคยฟังที่บ้าน กลายเป็นภาพขยายที่บิดเบี้ยวไปจากเดิมพันเท่า

Deep Purple/Deeper Than Ever Concert
( 7 พค. 45)

ทันทีที่เริ่มการแสดงมีความรู้สึกว่ากำลังนั่งดูการแสดงของวง Steve Morse Band มี Ian Paice , Roger Glover และ Ian Gillan (3 สมาชิกก่อตั้ง Deep Purple) และ Don Airey เล่นประกอบให้ Steve Morse ไม่หลงเหลือลาย(ไลน์)ของ Deep Purple อยู่เลย

ในแง่ของการตลาดเปรียบเทียบวงที่มีอายุใกล้เคียงกันเช่น The Eagles จะพบว่ายังคงได้รับความนิยมจากแฟนเพลงทั้งเก่าและใหม่ แม้ว่าจะมีแนวทางใหม่มานำเสนอ แต่ก็ยังคงดูแลลูกค้าเก่าอย่างดี ยังมีเพลงที่เคยประสบความสำเร็จมาให้ฟังกันอยู่เสมอ หรืออย่างวง The Moody Blues แม้จะรวมตัวกันใหม่ในชื่อเดิมแต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่าเช่นกัน

Steve Morse โชว์กีตาร์ที่ให้เสียงหยาบกร้าน ขาดความโปร่งใส ดูคลุมเครือไม่น่าฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะโชว์เพลงของคนอื่นดูราวกับว่าเล่นได้หลายแนว ไม่มีแนวเสียงที่เป็นของ Deep Purple บ้างเลย มันคงไม่เสียศักดิ์ศรีดอก ถ้าจะเล่นให้คล้าย Ritchie Blackmore บ้าง แล้วใช้สมองประยุกต์เสียหน่อย จะได้รับการยอมรับมากกว่านี้ แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือฟังดูแล้วไม่กลมกลืนกับทีมเพื่อนฝูง เป็นกีตาร์ฮีโร่อยู่คนเดียว ถ้าเป็นรถแข่งก็เข้าเส้นชัยไปแล้ว แต่นี่คือดนตรีไม่มีผู้ชนะมีแต่ผู้มอบความสุนทรีย์

คอนเสิร์ตให้เสียงที่อึดอัดตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นบทเรียนสำหรับนักดูวงร๊อคว่า ถ้าการแสดงใช้สนามกลางแจ้งจะน่าดูน่าชมกว่านี้

Don Airey ให้เสียงของ Deep Purple ออกมาบ้าง แต่เป็นเสียงจากออร์แกนแฮมมอนด์ แต่ไม่ได้ "ทาง" จาก Jon Lord

Ian Gillan หลายวัน ก่อนมีคอนเสิร์ต ได้มีโอกาสฟังเสียงร้องของ วิน คำภีร์ (อดีตนักร้องนำวงวีไอพี) รู้สึกขึ้นมาทันทีเลยว่า น่าจะขึ้นไปช่วย Ian Gillan ร้องบนเวที แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า เสียงร้องของชายวัย 58 ครั้งหนึ่งมันเคยเป็น"สัญลักษณ์" แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว

มีความพยายามช่วย Gillan ด้วยการบูธต์เสียงร้องจนดังเกินกว่าปกติ ทำให้ดนตรีชิ้นอื่นต้องดังขึ้นไปด้วย ผลที่ได้วันนั้นผู้ฟังทุกคนล้วนมีหูทักษิณ…(หูอักเสบ !!)

Ian Paice ตำนานที่เป็นบุญตาของมือกลองบ้านเราที่ได้เห็น ครั้งหนึ่ง Paice ได้ชื่อว่าตีกลองเร็วที่สุดในโลก ความดีจะมีอยู่บ้างก็ตรงกลองนี่แหละ

ไม่แปลกใจเลยที่หลายปีที่ผ่านมา แทบจะไม่ได้ยินชื่อ Deep Purple คงเหนื่อยล้ากันมากแล้ว ไม่หลงเหลือความตั้งใจที่จะทำอะไรแล้ว ไม่มีร่องรอยของการเตรียมงานทั้งในแง่ของเพลงและแง่ของโชว์ (Gillan แอบเปลี่ยนเสื้อหลังตู้เลสลี่ ยังให้คนดูเห็น) เหมือนกับยกวงให้กับ Steve Morse ไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ เสียลูกค้าเก่า-ไม่ได้ลูกค้าใหม่ ต้องลดราคามาสู้กับวงเด็ก ๆ ไม่แน่เราอาจเห็น Deep Purple มาเล่นที่งานพระสมุทรเจดีย์ ปากน้ำ !!

การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ด้อยพัฒนาอย่างประเทศไทย ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเชิญชาวต่างประเทศเข้ามาลงทุน แล้วอาศัยค่าแรงงานที่ถูกในประเทศผลิตสินค้า เมื่อพบแหล่งที่มีปัจจัยการผลิตที่ถูกกว่า ก็ถอนทุนออกไป ไม่เหลืออะไรไว้ ผู้นำประเทศก็มักจะดีใจได้ปลื้มในระยะเวลาสั้น ๆ ที่เงินทุนยังอยู่ เพราะนั่นทำให้ลืมไปได้ชั่วคราวว่า เรายังจนอยู่

คอนเสิร์ตนอกก็เช่นกัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีใครสนใจว่าเราไปดูแล้วได้อะไร เยาวชนของเราได้อะไร รัฐบาลไม่เคยสนใจว่าพลเมืองของประเทศควรจะได้รับอะไร สมใจจากการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จบกัน เคยคิดกันบ้างมั้ยว่า ถ้านักดนตรีที่ผ่านเข้ามาแสดงในบ้านเรา ถ่ายทอดเทคโนโลยี่ไว้ให้เราบ้างเช่น จัดเวิร์คช๊อปก่อนหรือหลังการแสดง สาธิตการเล่นให้เยาวชนได้ดู ในรูปของการแสดงจริง หรือบันทึกวิดีโอเทปไว้ก็ได้ ให้ผู้ที่สนใจนำไปศึกษาต่อได้ ผู้จัดอาจจะยังไม่เห็นความสำคัญตรงนี้ เพราะมีเรื่องอีกร้อยแปดพันเก้าที่ต้องคอยขบคิด แต่ถ้าทำก่อนย่อมได้ก่อน เพราะจะมีสมาชิกที่ติดตามอุดหนุนคอนเสิร์ตเป็นประจำ (การสมัครสมาชิกและซื้อตั๋วคอนเสิร์ตตลอดปีในราคาพิเศษ อาจเป็นวิธีการที่พื้น ๆไป)

เกือบลืม !! ฝากบอกไปยังผู้บริหารอิมแพคด้วยว่า ควรลงทุนจัดซื้อเครื่องสแกนเนอร์สำหรับค้นหาอาวุธในกระเป๋าสุภาพสตรี เพราะที่ทำอยู่ ทำแบบเข้าเธคแถวรังสิต สำหรับเรื่องอาหารการกินกรุณาเลิกทำขายได้แล้ว ไปเชิญพวก เอส แอนด์ พี หรือ ศรีฟ้า อะไรทำนองนี้ให้เขามาเช่าพื้นที่ทำดีกว่า น่ากินกว่ากันเยอะ อันนี้ฝากถึงศูนย์ประชุมแถวโรงงานยาสูบด้วย

Brilliant Brahms

ชื่อเป็นฝรั่งเยอรมัน แต่บรรเลงโดยคนไทยกับต่างชาตินิดหน่อย มีญี่ปุ่นเป็นผู้อำนวยเพลง(Conductor) คอนเสิร์ตมีขึ้นเมื่อสองทุ่มของคืนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2545 ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ (BSO) มี ฮิโคทาโร่ ยาซากิ (ชาวญี่ปุ่น) เป็นผู้อำนวยเพลง มีทัศนา นาควัชระ เป็นหัวหน้าวงดนตรี (Concertmasters) เพลงที่บรรเลงมีทั้งหมดสามเพลง

I.) Soire'es Musicales Op.9 ของ Britten/Rossini (1913-1976)

Benjamin Britten นำเอาเพลงเปียโนสั้น ๆ ของ Gioacchino Rossini มาเรียบเรียงใหม่แล้วบรรเลงด้วยวงออร์เคสตร้าเพื่อประกอบภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Men of the Alps หลังจากนั้นก็นำมาปรับปรุงเป็นเพลงชุด 5 ท่อนสำหรับประกอบบัลเล่ต์เรื่อง Soire'es Musicales เริ่มด้วย March ,Canzonetta ,Tirolese ,Bolero และTarantella

II.) Concerto for 7 Wind Instruments ของ Frank Martin (1890-1947)

เพลงมีทั้งหมด 3 ท่อน Allegro ,Adagietto และ Allegro Vivace ทั้งสามท่อนเริ่มด้วยแนวทำนองที่มีการฝืนจังหวะ (syncopated) ซึ่งเป็นแนวทำนองหลัก แล้วเครื่องเป่าแต่ละชนิดจะเข้ามาบรรเลงเพื่อเป็นการแนะนำตัวทีละชนิด เริ่มจาก โอโบ คลาริเนต ฮอร์น ทรัมเปต ทรอมโบน บาสซูน และ
ฟลุ๊ต เป็นการนำเอาเครื่องเป่าทั้ง 7 ชนิด มาบรรเลงประชัน หยอกล้อกับวงออร์เคสตร้า

การนำเพลงนี้มาเล่น เพื่อลบคำปรามาสที่ว่า เครื่องเป่าของ BSO ไม่เก่ง หรือเหตุผลใดไม่ทราบได้ แต่การเดี่ยวเครื่องเป่าของแต่ละชิ้นในคืนนั้นก็ทำได้ดี ครั้นมารวมกันแล้วเล่นเป็นส่วนหนึ่ง
ของวงออร์เคสตร้าในเพลงอื่น กลับเป็นจุดอ่อนทุกที

III.) Symphony No.2 in D major Op.73 ของ Johannes Brahms(1833-1897)

โยฮันเนส บรามส์ ประพันธ์ซิมโฟนีไว้ 4 บท (หมายเลข 1,2,3,4) ใช้เวลาถึง 14 ปีเพื่อประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลข 1 ที่หลายคนเรียกว่าเป็นซิมโฟนีหมาย 10 ของ Beethoven เพราะความประทับใจและถ่อมตนของ Brahms ที่มีต่อ Beethoven กว่าที่ผู้ฟังจะยอมรับในซิมโฟนีหมายเลข 1 ต้องใช้เวลาบรรเลงหลายครั้งเหลือเกิน

สำหรับซิมโฟนีหมายเลข 2 ปรากฎว่ามันคือซิมโฟนีบทที่บรามส์พรรณนาถึงป่า เขา ลำเนาไพร ได้อย่างเพราะพริ้งเป็นที่สุด มากกว่าซิมโฟนีที่เหลืออีก 3 บท รู้สึกถึงความร่าเริง แจ่มใส อ่อนหวานละมุนละไม ราวกับถูกแต่งขึ้นมาเพื่อเป็นของขวัญของหนุ่มสาวที่สุขสมในรัก

บรามส์ใช้เวลาแต่งไม่ถึง 4 เดือน และประสบความสำเร็จทันทีที่บรรเลงจบในครั้งแรกนั่นเอง มีด้วยกันทั้งหมด 4 ท่อน คือ
1. Allegro non troppo
2. Adagio non troppo
3. Allegretto grazioso (Quasi andantino) -Presto ma non assai - Tempo 1
4. Allegro con spirito


นอกเหนือไปจากความอภิรมย์ในการฟังการบรรเลงของ Bangkok Symphony Orchsetra แล้ว ผู้ฟังยังเพลิดเพลินไปกับท่วงท่าการอำนวยเพลงจากคอนดัคเตอร์อารมณ์ดี ฮิโคทาโร่ ยาซากิ ได้ยินคนข้างเคียงพูดว่าแค่ดูคอนดัคเตอร์ก็คุ้มแล้ว

ตลอดทั้งปีที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (Home ของ BSO?) และสถานที่อื่น ๆ BSO มีโปรแกรมให้ผู้ฟังได้เลือกชม ทั้งวงเล็กและวงใหญ่ ทั้งเพลงคลาสสิค แจ๊ซ ป็อบ เพลงไทยลูกทุ่ง หลากหลายแนว ทั้งนี้เพื่อให้มวลชนได้เข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้น ใครที่ยังไม่เคยฟัง BSO คงต้องหาโอกาสไปฟังกันได้แล้ว เดี๋ยวนี้ฝีมือพัฒนาไปไกลมาก

สนใจก็ลองโทร. 02-2230871-5

ไม่น่าเชื่อว่าภายในเวลา 2 เดือน มีคอนเสิร์ตผ่านเข้ามาให้ชมกันหลายรูปแบบ แต่สำหรับ Audiophile แล้ว คุณจะเลือกแบบไหน ?

คอนเสิร์ตที่ 1 Roger Waters/In The Flesh ตัวอย่างของ Multi Media Rock Concert ที่ใช้ระบบเสียงเซอร์ราวนด์ 5 แชนแนล ใน Arena ที่ใช้เล่นกีฬา

คอนเสิร์ตที่ 2 Deep Purple/Deeper Than Ever Concert ตัวอย่างของเสียงแบบ Heavy Metal ที่อาจทำลายความสามารถในการได้ยินของหู (หูดับ !!)

คอนเสิร์ตที่ 3 Brillant Brahms ตัวอย่างของเสียงแบบอคูสติค ไม่ใช้ไมโครโฟนหรือใช้ก็น้อยที่สุด ให้เสียงที่ครอบคลุมทุกย่านความถี่ (20-20,000 Hz)ในที่นั่งและสภาพแวดล้อมอย่างดี

- หยุดเปลี่ยนสายลำโพง
- หยุดเปลี่ยนสายสัญญาณ
- หยุดโมดิฟายด์
- หยุดบ้าทิปโท
- หยุดกลับเฟส
- หยุดคิดกังวลเรื่องกระแสไฟฟ้า
- หยุดสนใจว่าเครื่องนี้กี่บิท
- หยุดประสาทเสียกับการหาตำแหน่งตั้งลำโพง
- หยุดฟังเกจิทั้งหลาย
- หยุดการกระทำที่ผิดไปจากการฟังตามปกติทั้งหมด เป็นการชั่วคราว

ไปฟังดนตรีสดที่ไม่ใช้เครื่องขยาย แล้วค่อยมาคุยกันต่อเรื่องเครื่องเสียง จะพบว่า(หู)ตนนั่นแหละ เป็นที่พึ่งแห่งตน….

วนัชพรรณ วรรณฉัตร
note_nat@hotmail.com
1 มิถุนายน 2545

 
[ เพื่อการรับชมที่สมบูรณ์ แนะนำให้ตั้งค่ารายละเอียดหน้าจอ (Screen Resolution) ที่ 1024 X 768 Pixels ]

เวปไซต์นี้รังสรรค์โดย ธนกฤต เสรีรักษ์, E-mail : thanakrit@audio-teams.com
Copyright ® 2001-2007  www.audio-teams.com All rights reserved by Audio-Teams.Com
Contact :  info@audio-teams.com