 ขออนุญาตหยิบยืมและดัดแปลง วลี ในโฆษณาที่ว่า จน เครียด กินเหล้า ที่นิยมใช้กันมากในขณะนี้ เช่นเดียวกันกับหมู่เพื่อนฝูงของผมเองก็มักจะใช้วลีเหล่านี้ เป็นข้ออ้างในการชักชวนกันไปร่ำสุรากันอยู่เป็นนิจ
หัวข้อของบทความในการ เล่าสู่กันฟัง ครั้งนี้ ผมเห็นว่ามันช่างสอดคล้องกับสถานการณ์ของตัวเองและใครอีกหลายท่านที่เป็นนักเล่นเล่นเครื่องเสียงรถยนต์ ที่ยังคงรักจะเล่นแม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เฉกเช่นปัจจุบัน
คำว่า จน หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ไม่มีเงิน แต่สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงรถยนต์ อย่างพวกเรา น่าจะหมายถึงไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆ ในชุดเครื่องเสียงรถยนต์ของท่านให้ดีตรงตามใจยิ่งขึ้น
ไม่ว่าสาเหตุของคำว่า ไม่มีเงินเพียงพอ นั้นจะมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ก็ดี, ถูกยึดทรัพย์โดย ผบ.ทบ.(ผู้บัญชาการที่บ้าน)ก็ดี, ต้องจ่ายค่าเทอมให้กับ นักเรียน นักศึกษา ที่รับอุปการะไว้หลายนางก็ดี และอีกหลายๆเหตุผล ก็ว่ากันไป
แน่นอน เมื่อคำที่ว่านี้แวะเวียนมาทักทายกับนักเล่นเครื่องเสียงรถยนต์คราใด แต่กิเลสยังคงมีอยู่เท่าเดิม อยากได้เสียงที่ดีขึ้นแต่การเปลี่ยนอุปกรณ์ก็ยังคงเป็นทางเลือกเดียว ในการเล่นเครื่องเสียงรถยนต์ความคิดที่มักเกิดในใจก็คือ
อยากได้เสียงดีขึ้นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ เปลี่ยนอุปกรณ์ต้องใช้เงิน เงินไม่มีให้ทำอย่างไร?
นั่นเลยครับ ความคิดข้างต้นวิ่งเข้ามาวนเวียนในสมองของผมอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่คำๆนี้มาเยือน เงินไม่มีเสียงที่ว่าดีก็ยังอยากได้แล้วจะให้ทำอย่างไร?? ซึ่งแน่นอนมันย่อมนำพามาซึ่งความ เครียด
ใครบางคนพูดกับผมว่า ความเครียดนั้นเป็นทุกข์ สาเหตุของความเครียดเกิดจากกิเลสของตนเอง เพราะฉะนั้นต้องหาทางดับกิเลสของตนเองให้ได้ซะก่อน จึงจะเป็นการดับเหตุแห่งทุกข์ที่จีรัง ใช่ครับเป็นความคิดที่ถูกต้องตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดา แต่ผมทำไม่ได้นี่ค๊าบบ...!!! หลายๆท่านคงคิดเช่นเดียวกับผมใช่ไหมครับ (นั่นแน่หาพวก)
 ครั้นเมื่อผมได้มีโอกาสได้เยี่ยมชมห้องฟังและร่วมกิจกรรมสัญจร ของคุณ ยุทธพงศ์ ลิ้ม ทำให้ผมได้ตระหนักถึง ความสำคัญของ สภาพ อะคูสติคในห้องฟัง ซึ่งมันสามารถสร้างความแตกต่างทางเสียงให้กับ ชุดเครื่องเสียงเดิมได้อย่างมากมาย เมื่อได้ประสพกับตนเองแล้ว เกิดคำถามขึ้นในใจว่า
ในเมื่อเครื่องเสียงบ้านกับอะคูสติคในห้องฟังเป็นของคู่กันเช่นนั้น เครื่องเสียงรถยนต์ก็เครื่องเสียงเหมือนกัน แล้วทำไม??? เราไม่ลอง มาสนใจปรับแต่งอะคูสติคในห้องโดยสารรถยนต์กันดูบ้าง เพราะมันเปรียบได้ดั่งห้องฟังเช่นกัน มิหนำซ้ำยังไม่ต้องเสียเงินมากเท่ากับการปรับปรุงเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในชุด คิดได้ดังนั้นผมจึงลองมานั่งทบทวนถึงสิ่งต่างๆที่ได้รับมาจากคุณ ยุทธพงศ์ ลิ้ม พร้อมกับประมวลผล เพื่อดัดแปลงสิ่งรอบตัวมาใช้ปรับแต่งอะคูสติคในรถยนต์ของตนเองบ้าง
โจทย์แรก จะลดพื้นที่กระจกให้เหลือน้อยลงได้อย่างไร???
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักเล่นเครื่องเสียง ปัญหาใหญ่ที่สุดของ อะคูสติคในรถยนต์ นั่นคือกระจก พลันชำเลืองเห็นที่บังแดดด้านหน้าจึงลองดึงลงมาทั้งสองข้าง สัมผัสถึงความแตกต่างทันทีนั่นคงจะเป็น ความสะอาด, ความสงัดของพื้นเสียง ส่งผลให้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่เคยโดนเสียงอื่นๆบดบังกันเอง ให้ได้ยินแค่เพียงแผ่วเบาแสดงตนให้รับรู้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเสียงต่างๆตำแหน่งด้านหลังเวที แต่มิได้หมายความถึง เสียงที่คมจัดสาดพุ่งเข้าหาตำแหน่งนั่งฟังแต่อย่างใด ชิ้นดนตรียังตรึงตำแหน่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิมหากแต่ชัดเจนขึ้นเท่านั้น คล้ายกับมองภาพทิวทัศน์ผ่านกระจกที่สะอาดใสกว่าเก่า สิ่งของที่จัดวางอยู่หลังกระจกใสเหล่านั้น ก็จะปรากฏชัดกว่ากระจกที่ขุ่นมัว
 ขอติสักนิดว่า ยังมีเสียงแข็งกร้าวอยู่บางช่วงความถี่!
แต่ก็นั่นแหละครับ! แววดีก็เริ่มมีให้เห็นขึ้นมาลางๆแล้ว (แอบยิ้มในใจ) แต่ก็ต้องจนใจครับสำหรับกระจกหน้าคงทำได้เพียงเท่านี้ มากไปพาลจะขับรถไม่ได้เอา สายตายังคงสอดส่ายหาความต่อไป อ้อ!!! ยังมีกระจกข้างทั้งสี่บานรวมถึง กระจกหลังอีกนั่นไง
ทีนี้จะเอาอะไรแก้ไขปัญหานี้อีก หรือจะหาอะไรมาลดพื้นที่สะท้อนของกระจกทั้งสี่บานดี ? มีข้อแม้อีกด้วยว่า ต้องสามารถมองทะลุเพื่อให้มองกระจกมองข้าง(หูช้าง) เวลาเปลี่ยนช่องทาง, มองเห็นด้านข้างเวลาขับออกจากซอยและ มองเห็นเวลาถอยหลังสำหรับกระจกบานหลัง (คิดสิคิด...ไอ้โซ้ยตี๋)
หลังจากที่นั่งคิดเดินคิดอยู่หลายเพลาก็ได้สิ่งที่คิดว่าน่าจะใช้ได้นั่นคือ... หลายๆท่านคงเคยเห็นที่บังแดดด้านข้าง ลักษณะเป็นผ้าตาข่ายถี่เนื้อบาง ใช้จุ๊บดูดกระจกเพื่อยึดติดกระจก แถมพับเก็บได้อีกต่างหาก มีขายตามร้านขายอุปกรณ์รถยนต์ทั่วไป
ร้านที่ไปซื้อมานั้นขายเป็นคู่ คู่ละ120 บาท ซื้อมาทั้งหมด 3 คู่ ได้มาแล้วมิรอช้า นำมาติดกระจะทุกบาน ๆละ 1 ชิ้น ส่วนบานหลังใช้ 2 ชิ้น
 ผลที่ได้เป็นเช่นเดียวกันกับที่บังแดดด้านหน้า มีความแตกต่างกันตรงที่มันยังส่งผลให้เวทีเสียงแคบลง แต่คำว่าแคบลงในที่นี้จะว่าไปก็มิได้ถือเป็นข้อเสียสักทีเดียวนัก กลับสร้างสมดุลให้กับเวทีเสียงจากที่เคยแผ่กว้าง (จนอาจเรียกได้ว่าฟุ้งเกินไป) ลดระดับลงมาในระดับสมดุลกับมิติด้านลึก ในส่วนของมิติด้านลึกที่ขาดความชัดเจนในตอนแรก หรือบางท่านอาจเรียกว่าเวทีเสียงแบน กลับเข้าที่เข้าทางมากขึ้น และยังให้ความรู้สึกว่าเนื้อเสียงต่างๆมีสเกลที่ใหญ่ขึ้นอีกด้วย
มาถึงตรงนี้สเกลเสียงที่ใหญ่ขึ้นกลับมาสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้อีกอย่างนั่นคือ ช่องว่างช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีที่เคยมีกลับอยู่ชิดกันกว่าเดิม เช่นในเวลาฟังเพลงที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้นบรรเลงพร้อมกัน จะสามารถสังเกตได้ว่าแต่ละเสียงเบียดเสียดกันอยู่
ด้วยความข้องใจได้ลองลดจำนวนที่บังแดดด้านข้างดู อาการดังกล่าวลดลงได้จริง ทว่าคุณลักษณ์ที่กล่าวไว้ข้างต้นกลับถูกลดลงตามไปด้วย ดังนั้นพอสรุปได้ว่าไม่น่าจะใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องนัก จึงติดกลับไปเช่นเก่าค่อยหาวิธีแก้ไขปัญหานี้ต่อไป
ยังคงมีสิ่งที่สร้างความแตกต่างจากที่บังแดดด้านหน้าอีกนั่นคือ ยังสามารถปรับแต่งมิติเสียงโดยหากขยับตำแหน่งติดตั้งไปด้านหน้ารถ เสียงก็จะถอยจากตำแหน่งนั่งฟังไปด้านหน้ารถเช่นกัน และหากขยับตำแหน่งติดตั้งในทิศทางตรงกันข้ามกับตำแหน่งข้างต้น เสียงก็เดินหน้าเข้ามาหาตำแหน่งนั่งฟัง (แน่ะ!!! เอากับมันสิครับ)
|