AudioTeams : คุณดูแลผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ MIT ในส่วนใดบ้างครับ
Mr. Gary D. Douglas: ในตอนนี้ผมดูแลในส่วนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ MIT ทั้งหมดเฉพาะในแถบเอเชียเท่านั้นครับ โดยปกติผมจะทำงานประจำอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนในแถบอเมริกาและที่อื่นๆ จะมีคนดูแลแยกต่างหากจากกันครับ
คุณ วุฒิ: คุณ Gary ช่วยเล่าประวัติความเป็นมาของ MIT Cable รวมถึงปรัชญาแนวคิดและการออกแบบให้คุณ Music Zealot และ คุณ ยุทธพงศ์ ลิ้ม ได้รับทราบด้วยครับ เพื่อที่ทั้งสองคนจะได้นำไปเรียบเรียงเป็นบทความตีพิมพ์ลงในเว็บไซท์ www.audio-teams.com และในหนังสือ What Hi-Fi? (Thailand)
Mr. Gary D. Douglas: ได้เลยครับ.....MIT มีจุดกำเนิดเริ่มต้นจากการที่ Mr. Bruce A. Brisson ซึ่งมีอาชีพเป็นวิศวกร สังเกตได้ยินความแตกต่างของเสียงระหว่างสายต่างๆ และได้ยินความไม่กลมกลืนกันของเสียงที่มีอยู่ในสายสัญญาณธรรมดา ทำให้เขามีความสงสัยอยู่ตลอดมาว่าทำไมสายต่างๆ ที่มองดูคล้ายคลึงกัน และมีคุณสมบัติจากการวัดผลทางวิทยาศาสตร์ที่เหมือนกันจึงมีคุณภาพเสียงจากการได้ยินที่แตกต่างกัน
ด้วยความสงสัยดังกล่าว ในปีคริสต์ศักราช 1970 (พุทธศักราช 2513) Mr. Bruce A. Brisson จึงได้เริ่มต้นทำการทดลอง และออกแบบสายสัญญาณเสียง (Interconnect) สำหรับใช้งานด้าน Audio โดยเฉพาะ
ในปีคริสต์ศักราช 1981 (พุทธศักราช 2524) Mr. Bruce A. Brisson ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบหลายชนิด และได้นำเสนอเทคโนโลยีการออกแบบสายสัญญาณ (Interconnect) Bandwidth Balanced Technology ต่อ Mr. Noel Lee ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตสาย Monster Cable เป็นครั้งแรก (มีชื่อเรียกอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า Interlink Reference)
ต่อมาก็ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรเทคโนโลยีการออกแบบสาย Phase Correct? Winding, Time Coherent และได้นำเสนอแนวทางการออกแบบทั้งหมดต่อ Monster Cable เช่นเดียวกัน ซึ่งเทคโนโลยีการออกแบบดังกล่าว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นระยะเวลายาวนาน และประสบความสำเร็จมากที่สุดของสาย Monster Cable
(ในปัจจุบัน Monster Cable ยังคงใช้เทคโนโลยีการออกแบบ Bandwidth Balanced Technology, Phase Correct? Winding, Time Coherent ของ Mr. Bruce A. Brisson ในการผลิตสายหลายรุ่น)
หลังจากการออกแบบสายสัญญาณที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก Mr. Bruce A. Brisson ได้ออกแบบสายสัญญาณที่มีคุณภาพสูงมาขึ้นใหม่อีกครั้ง และนำเสนอต่อ Mr. Noel Lee แต่ว่าถูก Mr. Noel Lee ปฏิเสธที่จะนำหลักการออกแบบสายดังกล่าวมาผลิตเพื่อจำหน่าย เนื่องจากว่าสายที่ออกแบบมาใหม่ มีราคาสูงมากเกินไปในขณะนั้น ซึ่งอาจจะไม่สามารถผลิตเพื่อการจำหน่ายได้ (ในช่วงเวลานั้น สายยี่ห้อ Monster Cable และสายทั่วไปมีราคาจำหน่ายประมาณ 12 -20 เหรียญต่อเมตร แต่ว่าสายที่ Mr. Bruce A. Brisson ออกแบบมานั้น มีราคาจำหน่ายสูงมากถึง 200 เหรียญต่อเมตร)
Mr. Bruce A. Brisson จึงได้แยกตัวออกมา และเริ่มต้นก่อตั้ง บริษัท Music Interface Technologies (MIT) ในปีคริสต์ศักราช 1984 (พุทธศักราช 2527) ซึ่งได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างยาวนานมาเป็นบริษัทผู้นำในด้านการค้นคว้า การวิจัย และการออกแบบสายสัญญาณ สายลำโพง และสายไฟ สำหรับใช้งานด้านเสียงและภาพที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงตั้งแต่นั้นมา
ในการก่อตั้งบริษัท MIT นี้ Mr. Bruce A. Brisson ได้ออกแบบและจดทะเบียนสิทธิบัตรเทคโนโลยี Low Pass Filter Network ซึ่งใช้ Network ภายในสาย โดยมีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นครั้งแรกในผลิตภัณฑ์สายรุ่น CVT? Series (คริสต์ศักราช 1989 - พุทธศักราช 2532) และใช้ในผลิตภัณฑ์สาย Terminator? Series ในเวลาอีก 1 ปี ต่อมา (คริสต์ศักราช 1990 - พุทธศักราช 2533)
เทคโนโลยี Low Pass Filter Network จะควบคุมประสิทธิภาพของ Network ผ่านทางการตอบสนองทั้งย่านความถี่เสียงที่มนุษย์ได้ยิน และปล่อยสัญญาณดนตรีที่ผ่านระบบออกมาอย่างมีความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด
ผลิตภัณฑ์สายของ MIT ได้มีการนำไปใช้งานกับบริษัทเครื่องเสียงจำนวนมาก โดยได้มีการใช้งานกับลำโพง Avalon Acoustics เป็นเจ้าแรก ต่อมาก็มีบริษัทเครื่องเสียง เช่น Spectral Audio, Inc., Jeff Roland Design Group, Wilson Audio Specialties, Martin Logan Electrostatics Loudspeaker และ Goldmund Audio ได้นำผลิตภัณฑ์ของ MIT ไปใช้งานเช่นกัน
สำหรับทางด้าน Professional ก็มีการนำไปใช้งานใน Lucasfilms Skywalker Sound (ห้องบันทึกเสียงซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังใน Hollywood) อีกด้วยครับ
AudioTeams : ดูเหมือนว่าทาง MIT ไม่ค่อยเน้นความบริสุทธิ์ของตัวนำสัญญาณมากเท่าไรนักนะครับ
Mr. Gary D. Douglas: ใช่ครับ.....ทางเราไม่ได้เน้นเรื่องความบริสุทธิ์ของตัวนำ และไม่ได้เน้นการตอบสนองความถี่ (Frequency Response) เป็นอันดับแรก แน่นอนว่า เรามีความเอาใจใส่และให้ความสำคัญในเรื่องความบริสุทธิ์ของตัวนำ และการตอบสนองความถี่ แต่สิ่งที่เราเน้นเป็นอันดับหนึ่งยังคงเป็นเรื่องเฟสของสัญญาณ
หากระบบสามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างขวางมาก แต่เฟสของสัญญาณไม่ถูกต้อง ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะว่าไม่สามารถสร้างสรรค์เสียงดนตรีที่ไพเราะเพราะพริ้งได้ครับ
เป็นที่รู้กันว่ามนุษย์สามารถได้ยินเสียงระหว่างความถี่ 20 Hz ถึง 20,000 Hz แต่เหตุผลที่ว่าทำไมหลายๆ บริษัทจึงออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีการตอบสนองความถี่มากกว่านั้น บางผลิตภัณฑ์สามารถตอบสนองความถี่ได้ถึง GHz (1,000,000 Hz) เลยทีเดียว
การออกแบบให้ผลิตภัณฑ์สามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างมากๆ จึงเป็นการไล่ความเพี้ยนขึ้นไปอยู่ในระดับความถี่สูงเกินกว่าที่มนุษย์ได้ยิน ซึ่งแม้ว่าความเพี้ยนนั้นจะย้อนกลับมาในระบบก็จะไม่ส่งผลรบกวนการได้ยิน
สำหรับทาง MIT จะเน้นในเรื่องเฟสของสัญญาณ (Phase) และเวลา (Time) ที่สัมพันธ์กัน มากกว่าเป็นอันดับแรก ลองคิดถึงเวลาที่เราเข้าไปในป่า เมื่อมีการส่งเสียงหรือมีใครตะโกนขึ้นมา จะมีเสียงก้องสะท้อนมาจากทุกทิศทุกทาง แต่เรายังคงสามารถรู้ว่าเสียงนั้นมาจากทิศทางใด นั่นเป็นเพราะว่าเราได้ยินเฟสของเสียงที่ถูกต้อง (In-phase) หากเฟสของเสียงผิดเพี้ยนไป เราจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเสียงนั้นมาจากทิศทางใด
เฟสของเสียงที่ถูกต้องซึ่งแสดงทิศทางของเสียง ผนวกกับความแตกต่างกันในเรื่องของระยะเวลาที่หูทั้งสองรับรู้ ทำให้เราสามารถแยกแยะ เสียงหลัก (เสียงที่ได้ยินในครั้งแรก) ออกจากเสียงสะท้อน (เสียงที่ได้ยินในครั้งหลัง) ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีการแปลความหมายโดยสมองว่าจุดกำเนิดเสียงมีตำแหน่งที่แตกต่างกัน และทำให้รู้ถึงระยะห่างจากจุดกำเนิดเสียงว่ามีตำแหน่งอยู่ใกล้หรือไกลเพียงใด ในขณะเดียวกันกับที่หูสามารถระบุทิศทางของเสียงได้พร้อมกัน นั่นเป็น เพราะว่าเฟสของเสียงมีความสัมพันธ์กับเวลาดังกล่าว
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การทดลองฟังเสียงโดยปิดหูเอาไว้ข้างหนึ่ง จะทำให้เราไม่สามารถรับรู้ตำแหน่งทิศทางที่เป็นจุดกำเนิดของเสียงได้ชัดเจนเท่าที่ควร เนื่องจากว่าหูของเราเพียงข้างเดียวไม่สามารถจับความแตกต่างของเวลาได้อย่างชัดเจน
มีสิ่งที่ควรเข้าใจอย่างหนึ่ง คือ สายไม่สามารถทำให้สัญญาณเสียงสูญสลายไป หรือทำให้สัญญาณเสียงอ่อนกำลังลงไปได้ทั้งหมด และสายสามารถสะท้อนพลังงานกลับคืนไปยังต้นทางได้ พลังงานที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้ก่อกำเนิดให้เกิดเป็นความร้อน แต่จะก่อให้เกิดความเพี้ยนซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดสัญญาณรบกวน
เนื่องจากพลังงานไม่สามารถถูกทำลายได้ (อันที่จริงแล้ว มันควรจะต้องถูกดูดกลืนหรือถูกใช้ไป) ด้วยเหตุนี้เอง พลังงานจึงไม่สูญสลายไป และไหลย้อนกลับไปสู่ต้นทาง โดยมันจะแฝงตัวอยู่ในฉนวนของสายเป็นระยะเวลาหนึ่ง และจะปล่อยพลังงานไหลย้อนกลับออกมาในภายหลัง เมื่อพลังงานนี้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ตรงเฟสสัญญาณ หรือสัญญาณกลับเฟส (Out of phase) ก็จะเข้าไปปนเปื้อนกับสัญญาณดนตรี ทำให้สัญญาณดนตรีไม่บริสุทธิ์
ความเพี้ยนของเสียงอันเกิดจากการที่เฟสไม่ถูกต้องนั้น เป็นสิ่งที่เรามีความกังวล ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญต่อเฟสของสัญญาณและเวลาเป็นอย่างมาก โดยสิ่งดังกล่าวเป็นปรัชญาแนวทางในการออกแบบของเรา ซึ่งเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง ผู้ผลิตอื่นๆ อาจจะมีแนวทางการออกแบบใหม่ ๆ มากมาย เช่น เน้นความบริสุทธิ์ของตัวนำมากยิ่งขึ้นถึง 6N (99.9999%), 8N (99.999999%) หรือมีเทคโนโลยีใหม่สำหรับวิธีการพันสายต่างๆ แต่เรายังคงยึดมั่นแนวทางการออกแบบดังเช่นเดิม และเน้นไปที่การควบคุมเฟสของสัญญาณ โดยการใช้ Network เข้ามาช่วยควบคุมเฟสของสัญญาณให้มีความถูกต้องเพื่อทำให้เสียงมีคุณภาพที่ดีสมบูรณ์มากที่สุด
คุณ วุฒิ: นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมมีความชื่นชอบสายยี่ห้อนี้เป็นพิเศษ เพราะว่าแนวทางการออกแบบไม่เคยเปลี่ยนแปลง ลองสังเกตดูว่าสายสัญญาณและสายลำโพงในแต่ละรุ่นจะมีบุคลิกเสียงที่คล้ายคลึงกันมาก ไม่ว่าจะเป็นสายสัญญาณและสายลำโพงระดับเริ่มต้นอย่าง EXp Series (Extra Performance Series), AVt Series (Audio Video Terminator Series)หรือระดับสูงสุด (Top of the line) อย่าง MA Series (Maximum Articulation Series) เช่น Oracle MA Series หรือรุ่นรองลงมาอย่าง Magnum MA Series ก็ตาม
Mr. Gary D. Douglas: คุณ วุฒิ กล่าวได้ถูกต้องแล้วครับ เหตุที่สายต่างๆ มีบุคลิกเสียงคล้ายคลึงกัน เพราะว่าสายสัญญาณทุกรุ่นทุกแบบ มีหลักการออกแบบในแนวทางเดียวกันที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ไม่ว่าจะมีระยะเวลาผ่านไปนานเท่าใด นอกจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ผลิตภัณฑ์สายทั้งหมดยังมีการออกแบบโดย Mr. Bruce A. Brisson แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น |