| 
ประหยัด โดนใจ.....
ประมาณเมื่อสี่-ห้าปี่ก่อน เคยพบปะพูดคุยกับ Roy Gandy เจ้าสำนัก Rega มาครั้งหนึ่ง เราคุยกันสารพัดเรื่อง ขณะนั่งพักเหนื่อยในล็อบบีของโรงแรมสยามซิตี จนถึงบนโต๊ะอาหารเย็นในภัตตาคารจีนของโรงแรมเดียวกัน
แต่เรื่องไหนๆ ก็ไม่โดนใจเท่าเรื่องราวที่เป็นเคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกลุ่มเครื่องเล่นแผ่นเสียง โทนอาร์มและเหล่าบริวาร
Roy Gandy มีดีกรีเป็นวิศวกร ร่ำเรียนมาทางวิศวกรรมเครื่องกล เป็นลูกครึ่งหลากสายพันธุ์สัญชาติอังกฤษ มีความรักความสนใจในวิชาชีพออกแบบและผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นวัยกำดัด เคยใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาหาเลี้ยงชีพอยู่ช่วงสั้นๆ ก่อนจะกลับมาสานฝันในวัยเด็กให้เป็นรูปเป็นร่าง
แม้จะเริ่มต้นด้วยการต่อแอมป์ให้เพื่อนๆ มีไว้ฟังเสียง แต่สินค้าที่ส่งให้ชื่อของรอยเริ่มโชนแสงและเป็นบันใดขั้นแรกที่นำไปสู่ความสำเร็จในลำดับต่อๆ มาก็คือ Rega Planar 2 เครื่องเล่นแผ่นเสียงต้นทุนต่ำที่ดูแสนจะธรรมดาๆ ซึ่งสร้างขึ้นมาในปี 1975 หรือ 26 ปีก่อน ที่ให้คุณภาพยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักเล่นเครื่องเสียงสมัยนั้น จากนั้นชื่อเสียงของรอยและเรกายิ่งดังเป็นพลุเมื่อผลิต Rega Planar 3 ออกมาในปี 1977 ปริมาณความต้องการเป็นเจ้าของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
เรกามีจำนวนมากขึ้น ใช่เพียงลำพังความต้องการของผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรเท่านั้น หากแต่เป็นความต้องการที่หลั่งไหลมาจากทั่วโลก
ความต้องการมีมากจนผลิตไม่ทัน ต้องรอคิวกันเป็นหางว่าว
ชื่อเสียงของรอยไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น หลังจากจำยอมใช้โทนอาร์มที่หาซื้อเอาจากท้องตลาดมาติดทั้งบนท็อปเพลทของเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ตนผลิตอยู่นานพอสมควร รอยได้พบว่า บรรดาโทนอาร์มเหล่านั้น มีส่วนปิดกั้นศักยภาพบางส่วนของเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ตนผลิต เขาจึงได้ทำการประดิษฐ์โทนอาร์มของตนเองขึ้นมา และนั่นก็เป็นที่มาของสองโทนอาร์มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเครื่องเสียง RB300 และ RB250 ที่ไม่เพียงเสริมสมรรถนะให้แก่ Planar 2 และ Planar 3 ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ความยอดเยี่ยมของโทนอาร์มทั้งสองชิ้นนี้ พิสูจน์ได้จากการมีใบสั่งซื้อ (OEM) จำนวนนับไม่ถ้วน จากบริษัทผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงในทุกทวีป และยังมีรางวัลจากสถาบันต่างๆ พ่วงท้ายอีกเป็นกระบุง
ปัจจุบันแม้เรกาจะเลิกผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงทั้งสองรุ่นไปแล้ว แต่ด้วยเล็งเห็นว่าตลาดยังมีความต้องการเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาประหยัดอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย จึงได้ผลิต Rega P2 และ P3 ออกมาทดแทนรุ่น Planar 2 และ Planar 3 โดย P2 ติดตั้งโทนอาร์ม RB250 (พร้อมด้วยหัวเข็ม Elys) มาให้จากโรงงาน เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงสำเร็จรูป สามารถนำเข้าต่อเชื่อมกับชุดเครื่องเสียง (โดยผ่านช่อง Phono สำหรับหัวเข็ม MM) และเปิดใช้งานได้ทันที เป็นคอนเซ็ปท์ง่ายๆ แบบปลั๊กแอนด์เพลย์เช่นสื่อในยุคดิจิตอล ซึ่งดูเหมือนจะง่ายกว่า Planar 2 เมื่อ 20 กว่าปีซะอีก เพียงแต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้กับแอมป์ที่มี Phono Stage ไว้ขยายแรงดันสำหรับหัวเข็มอยู่ในตัว หรือไม่ก็ต้องหามาใช้ให้ถูกต้องจึงได้
P2 ยังใช้ท็อปเพลทเพียงแผ่นเดียว มีเพลทเทอร์หรือแป้นหมุนที่ทำขึ้นจากแผ่นไม้ HDF เดินขอบด้วยสีเงิน (ให้ดูเหมือนโลหะ) ภายใต้ความเรียบง่ายที่รอยยึดถือมาตั้งแต่ยุคแรก ใช้มอเตอร์ที่ทำงานได้นิ่งเงียบและหมุนรอบได้ราบเรียบที่สุด ใช้ยางซิลิโคนเป็นฐานรองรับแท่นเครื่องสามจุด และทำหน้าที่สลายคลื่นรบกวนที่จะผ่านมาทางพื้น
เทียบกับ Planar 2 แล้ว P2 ให้ภาพที่ดูดีขึ้น ความกลมกลืนเมื่อติดตั้งด้วยอาร์ม RB250 มีความลงตัวและวิไลกว่า SME 3009 ในอดีตตั้งเยอะ เล่นง่ายกว่า และแน่นอนสุ้มเสียงก็ดีกว่า ไม่มีเสียงครางหอนหรือเสียงฮัมอันมีสาเหตุจากเรสโซแนนซ์ทั้งจากตัวแท่นเครื่องและโทนอาร์มให้ได้ยิน การแทร็คกิงของหัวเข็มราบรื่นนุ่มนวล ไม่เพียงสามารถฟังแผ่น The Wall ของ Pink Floyd ได้อย่างมีอารมณ์เท่านั้น กับ Overture 1812 ของ Tchaikovsky ก็สะใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในช่วงกัมปนาทของเสียงปืนใหญ่ที่ใครๆ ขยาดนักหนานั้น ทาง P2 กลับสามารถข้ามผ่านด่านนี้ไปได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บอกได้ว่าเหลือเชื่อที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาไม่กี่อัฐสามารถทำได้เช่นนี้
ความสามารถในการขอดรายละเอียดในร่องเสียงออกมาตีแผ่อยู่ในเกณฑ์ดี ดีทั้งการนำเสนอข่าวสารดนตรีที่มีความสลับซับซ้อนอย่างช่วงโหมประโคมของชิ้นดนตรีทุกชิ้นในวงออร์เคสตร้าก็มีความกระจ่าง มีความรู้สึกเหมือนว่ามีนักดนตรีมาเล่นอยู่เต็มวง ไม่มีแนวไหนแถวไหนโดดร่ม หรือหนีไปรับจ๊อบที่อื่นเพราะได้ค่าตัวดีกว่า จึงฟังได้สนุกสนานเบิกบานใจยิ่งนัก
เป็นความเบิกบานใจชนิดไม่ลังเลที่จะบอกว่าคุ้มค่ากว่าการลงทุนกับสื่อดนตรีในยุคดิจิตอลหลายต่อหลายชนิด
|