Progold GP5

 
  X-Wire Space Odyssey
  X-Wire Rhythm (XLR) Interconnect
  QED SILVER SPECIAL 25th
  ปลั๊กลอย-หิมพานต์
  ก้อนอิทธิเจ
  Cardas Cross XLR Interconnect
  Acoustic Revive RIQ5010, 5010W
  Acoustic Lab Jupiter Power Cord
  Acoustic Revie RD-3
  มหัศจรรย์อุปกรณ์เสริม “ตัวอุด”
  Acoustic Revive : QR-8
  ลองเล่น : ลองเล่นกับไฟ
  PS Audio : Noise Harvester

  Miss Thailand Interconnect 2
 
Miss Thailand Interconnect
 
Wattgate 330iAG :: Dynamic Silver
 
Wattgate 381 AG :: Silver Arrow
 
สายไฟ เอซี JPS Inwall Power Cord
 
Tip Toe : Britannia
 
ดินน้ำมันเดอะหั่ง
 
Monster Quick Lock
 
Gutwire Note Pad
 
Master Stand 2217
 
Shunyata Research Hydra II
  Acoustic Zen Tsunami MK ii
  ACME IEC Inlet
  Eichmann Technologies Topper
  Dragonfoot
  Tip Toe : Michell Tender Feet
  Cardas :: Cuboild Woodblock
  Shurtter Connecter 4781.0100
  Hi-Fi Jack
  ลองเล่น FIM 302 + 303
 
ลองเล่น Hi-Fi Trick
  Isoclean Power ICP-002
  Cardas Cross : Wattgate Signature
  Hovland Main Line
  Alphacore : MI-3 Divinity
  Tip-Toe : Stillpoints
  AV Zone IS500 Plus
  Supra LoRad 2.5
  Monster M351
  สายสัญญาณ Cardas Audio
  5 ปลั๊กไฟเอซี (Receptacle)
  3 ทางเลือกขั้วปลั๊กไฟฯ
  สายลำโพง Ecosse CS2.3 
  EMX  ดูดซับฯ ทับเครื่องฯ
  Tip-Toe : Fine Ceramic

สายไฟเอซี Cardas Cross Wattgate Signature
โดย..." นายเต็มถัง "

ว่าด้วยเรื่องสายไฟ บางท่านคงบ่นในใจว่า (หรือบ่นดังๆ) ไร้สาระ สายไฟมันไม่ได้อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขยายเสียงซะหน่อย เป็นเพียงแค่สายที่นำกระแสไฟไปจ่ายให้เครื่องเท่านั้น ขอให้ขนาดใหญ่พอกับการกินกระแสไฟของเครื่องก็พอแล้ว

ในขณะที่บางท่านกลับจะบอกในทางตรงกันข้ามว่า ของพวกนี้มันสัมพันธ์ไปหมด เพราะคลื่นไฟฟ้าที่ส่งจากปลั๊ก ไปยังเครื่อง แม้มันจะถูกแปรรูปไปบ้าง แต่คลื่นไฟฟ้าที่วิ่งผ่านสายไฟจะถูกปรับปรุง กลั่นกรอง หรือควบคุมการไหลของไฟฟ้าสู่ระบบโดยรวม เมื่อไฟที่มามีคุณภาพเมื่อผ่านการแปรเปลี่ยนพลังงานเพื่อใช้ในการขยายเป็นเสียงก็น่าจะให้คุณภาพดีตามมาเอง

เห็นมั๊ยครับท่าน แค่เริ่มต้นก็ต่างกันสุดขั้วแล้ว สงสัยถ้าจับทั้งสองฝ่ายออกรายการคุณสรยุทธคงเถียงกันน้ำไหลไฟดับไม่มีจบแน่ๆ ผมขอร้องเถอะครับทั้งสองฝ่าย ขอให้เรื่องนี้เป็นเพียงการมองต่างมุมของแต่ละท่านแล้วกันนะครับ อย่าถือถูก-ถือผิด มองว่าจริง-ว่าหลอกลวง เอาเป็นเอาตายกันเลยครับ ขอให้มองว่า สนใจ-ไม่สนใจ พอใจ-ไม่พอใจ ก็แล้วกันนะครับ

ท่านที่เชื่อก็ขอให้เล่นของท่านต่อไปอย่างมีความสุข อย่าไปติคนที่ไม่เชื่อว่าไม่ยอมรับเลย ส่วนท่านที่ไม่เชื่อ และไม่คิดอยากจะเชื่อ ก็ขอให้ท่านไม่เชื่อต่อไป และก็อย่าไปค้านคนที่เขาเชื่อแล้วกันนะครับ

ส่วนท่านที่อยากจะลองพิสูจน์ ผมขอสนับสนุนให้ท่านทดลองให้มันเห็นจริงๆด้วยตนเองกันไปเลยครับ ทั้งนี้ก่อนทดลองขอให้ท่านละความเชื่อที่ว่ามันไม่ได้ผลก่อนการลองนะครับ เนื่องเพราะบางครั้งความยึดมั่นถือมั่นมีอิทธิพลมากกว่าเหตุ และผลเสียอีก ดังที่เราเคยได้ยินว่า คนไข้ป่วยมาหมอรักษาด้วยยาแสนดี แสนแพงเป็นเดือนๆ แต่หากคนไข้ไม่เชื่อมั่นรักษาแทบตายก็ไม่หาย ในขณะที่ไปหาหมอบ้าน หมอน้อย จับๆเคาะๆให้กินหญ้าธรรมดา แต่คนไข้เชื่อถือ ทำแค่นี้ก็หายได้แล้วครับ

บทความทั้งหมดนี้ขอให้ท่านอ่านโดยใช้วิจารณญาณของตัวท่านประกอบ โดยขอให้ถือว่าเนื้อหาทั้งหมดเป็นเพียงแนวทาง และมุมมองของตัวผมเป็นหลักนะครับ

"การต่อกรข้ามรุ่นครั้งนี้ประหนึ่งเหมือนดั่ง พยัคฆ์ติดปีก มาปะทะกับมังกรลายคราม เมื่อลูกศิษย์ได้รับกระบี่วิเศษหาญกล้ามาปะทะกับอาจารย์ผู้ใช้มือเปล่า" จั่วหัวกันอย่างนี้ท่านผู้อ่านคงคิดว่าเป็นนิยายกำลังภายในบู๊ล้างผลาญกันหรือนี่ จริงๆแล้วคงจะไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ เพียงแต่ว่าเนื้อหาที่ผมจะเล่าต่อไป มันเอนเอียงให้รับรู้ได้เช่นนั้นจริงๆ จนอดใจคิดไปในเชิงนี้ไม่ได้

เนื่องว่าครั้งนี้เป็นการนำสายไฟรุ่นน้องของยี่ห้อเดียวกันมาอัพเกรดด้วยอุปกรณ์เสริมเสียงชั้นยอด จนขยับขึ้นมาเทียบเคียงกับสายไฟรุ่นพี่นั่นเองครับ

พยัคฆ์ติดปีกในที่นี้ เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันของสองยอดฝีมือในวงการเครื่องเสียง หนึ่งคือสายไฟจากคาดาสที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นยอดฝีมือด้านสาย อีกหนึ่งคือปลั๊กหัวท้ายของวัตเกต ที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการว่า เป็นเจ้ายุทธจักรแห่งปลั๊กไฟเครื่องเสียง ด้วยฝีมือของนักจูนสายมือทองอย่าง GEORGE CARDAS ผมทราบมาว่า กว่าจะผลิตออกมาให้เราได้ฟังกันต้องใช้เวลาทดลอง เวลาจูนอยู่เป็นปีทีเดียว ไม่ใช่แค่จับมาประกบกันเฉยๆครับ

ต้องยอมรับว่าการรวมตัวกันครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันที่แฟนพันธุ์แท้เครื่องเสียงที่ให้ความสนใจเรื่องของสายไฟรอคอยกันมานานทีเดียวครับ ครั้นจะทำเองสุ้มเสียงมันจะหนักไปทางอ่อนด้อยลงไปกว่าเดิม เพราะการเข้าหัวของสายจากคาดาสมีกระบวนการ และเทคนิคเฉพาะมากมายซึ่งส่งผลต่อคุณภาพเสียงที่ได้ยินอย่างมาก จนขอเตือนทุกๆท่านที่คิดจะดัดแปลงแก้ไขสายทุกชนิดของยี่ห้อนี้ โปรดคิดให้จงหนักนะครับว่า มันจะเสียซะมากกว่าได้เป็นแน่แท้

อ้าวชักจะพาออกนอกเรื่องไปซะแล้ว เรามาต่อกันเรื่องของพยัคฆ์ติดปีกดีกว่าครับ

สำหรับสายรุ่นที่นำเข้ามาขายกันในบ้านเรานั้นมีด้วยกันสองรุ่นคือรุ่นใหญ่ GOLDEN REFERENCE WATTGATE SIGNATURE และรุ่นที่เรากำลังจะพูดถึงคือ CROSS WATTGATE SIGNATURE โดยสนนราคาจะสูงขึ้นกว่ารุ่นธรรมดาพอสมควร เนื่องจากมีค่าของหัวปลั๊ก และค่าฝีมือในการเข้าหัว ว่ากันว่าเฉพาะค่าเข้าหัวสำหรับรุ่นนี้คิดเพิ่มประมาณ 80 ยูเอส ดอลล่าร์ทีเดียวครับ ทำให้รุ่นครอสวัตเกตซิกเนเจอร์ (ต่อไปจะขอเรียกว่า ครอสซิก แทนนะครับ) มีราคาใกล้เคียงกับสายไฟ GOLDEN REFERENCE (ต่อไปขอย่อว่า "โกลเด้น" นะครับ) แบบธรรมดา ผู้เป็นเหมือนมังกรเจ้าถิ่นเดิมทีเดียวครับ

จึงมีหลายคนเกิดความสงสัยว่า แล้วมันจะคุ้มมั๊ยสำหรับการลงทุน ผมขอเล่าผลการลองใช้งานของสายไฟครอสซิก และสายไฟโกลเด้น ทั้งสองรุ่นอ้างอิงจากความเห็นส่วนตัวของผม ให้ทุกๆท่านลองพิจารณากันดูนะครับ


ชุด และอุปกรณ์อ้างอิงในการลอง

INTEGRATED AMP NAD S300
CD PLAYER NAD S 500i
SPEAKER STELLA HARMONY
สายลำโพง CARDAS CROSS BIWIRE
สายสัญญาณ CARDAS HEXLINK GOLDEN 5C

ผมจัดวางเครื่องเล่นซีดีไว้บนชั้นวางไฮไฟเบสของเดอะหั่ง อินติเกรตเตดแอมป์วางบนชั้นวาง SOLIDTECH รุ่นเก่า รองเครื่องเล่นทั้งสองด้วยไดนาฟุตจำนวนเครื่องละ 4 ลูกลำโพงจัดวางบนขาตั้งของ PARTINGTON สายทุกอย่างยกให้ไม่แตะพื้นด้วยตัวยกสาย SOLIDTECH, CABLE ELEVATOR, บล๊อคไม้คาดาส ฟังในห้องฟังขนาด 4x4 เมตร นอกจากอุปกรณ์ที่กล่าวถึงได้ทดลองร่วมกับอุปกรณ์อื่นเช่น ปรี-พาวเวอร์ AUDIO RESEARCH ลำโพง STELLA MELODY VIENNA HADYN และ QUAD 11L เพื่อเทียบเคียงประกอบด้วยครับ

ผลการทดลอง

อันดับแรกมาดูกันที่โหงวเฮ้งก่อน สายทั้งสองเส้นมีรูปแบบ และการเข้าหัวเรียบร้อยมาจากต่างประเทศ สายครอสซิกมีสีเขียวสดใสผิวสายออกมันๆ ในขณะที่สายโกลเด้นมาด้วยสีคำดูขรึมผิวออกด้านๆดูคลาสสิคดีครับ ทั้งสองเส้นจะมีสกรีนรุ่นอยู่บนสาย และที่บริเวณปลั๊กหัวท้ายได้นำท่อหดมารัดพร้อมสกรีนตราหอยลงบนท่อหด เพื่อป้องกันไม่ให้แกะ และยืนยันว่าสายเส้นนี้เข้าหัวจากต่างประเทศแท้ๆครับ

เมื่อมองเปรียบเทียบด้วยตาสิ่งที่สะดุดตานอกจากสีของสาย การสกรีนโลโก้แล้ว หากดูที่การเข้าหัวของสายทั้งสองเส้นจะพบเห็นความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจนทีเดียวครับ ที่หัวปลั๊กตัวผู้ของโกลเด้นจะเห็นว่ามีการทำบางอย่างกับการเข้าหัวแน่ๆจนแทบปิดฝาของหัวปลั๊กไม่อยู่ทีเดียว ด้านท้ายก็เหมือนกับว่าจะมีการใส่แหวนของอุปกรณ์บางอย่างพวกเฟอไรท์อยู่บริเวณโคนของสายด้วย ในขณะที่ครอสซิกจะดูเหมือนการเข้าหัวท้ายเหมือนสายทั่วๆไป ตรงนี้น่าจะเป็นเหมือนปกติของการเข้าสายของคาดาสที่จะค่อนข้างใช้เทคนิคพิเศษมากๆกับสายรุ่นสูงสุดครับ


ผมได้ยืมสายไฟครอสซิกมาลองฟังเพื่อหาสายไฟอีกเส้นที่จะนำมาใช้ร่วมกับสายไฟโกลเด้นเดิมที่มีอยู่ สอบถามราคาทราบว่าใกล้เคียงกับสายไฟโกลเด้นรุ่นธรรมดา โดยสายเส้นนี้ผ่านการเบิร์นอินมาได้ประมาณ 100 ชม. เมื่อนำมาต่อลองฟังดูพบว่าน่าจะยังไม่พ้นเบิร์น จึงเผาต่ออีกประมาณ 300-400 ชม. จนแน่ใจว่าเสียงเริ่มเข้าที่เข้าทางจึงได้นำมาต่อลองฟัง

แรกฟังพบว่าสายรุ่นนี้เหมือนกับสายรุ่นสูงๆของคาดาสทั่วไปที่ต้องปล่อยให้สายทิ้งตัวซัก 1-2 วันเสียงถึงจะนิ่ง เมื่อเริ่มตั้งใจฟังพบว่าสำเนียงเสียงที่ได้ยินน่าสนใจมากๆมีเสน่ห์บางอย่างที่ไม่ใช่กลิ่นไอเดิมๆของครอสซะทีเดียวมีเสน่ห์บางอย่างแอบแฝงไว้ชวนให้ติดตาม พลางให้นึกถึงเสียงที่ได้ยินจากโกลเด้นที่ใช้อยู่เดิมว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจที่แตกต่างกันหลายๆประการ จึงน่าจะหยิบสายทั้งสองเส้นมานำเสนอพร้อมๆกันคงจะเข้าท่าไม่น้อยครับ

 


 
[ เพื่อการรับชมที่สมบูรณ์ แนะนำให้ตั้งค่ารายละเอียดหน้าจอ (Screen Resolution) ที่ 1024 X 768 Pixels ]

เวปไซต์นี้รังสรรค์โดย ธนกฤต เสรีรักษ์, E-mail : thanakrit@audio-teams.com
Copyright ® 2001-2007  www.audio-teams.com All rights reserved by Audio-Teams.Com
Contact :  info@audio-teams.com